หน้าหลัก สมัครสมาชิก บทความที่น่าอ่าน Contact Us เกี่ยวกับเรา
รายการน่าสนใจ
เรื่องเล่า
ห้องพูดคุย
อ่านหนังสือ
workshop
Member Log in
Login
Password
Forgot Password
New Member Register

วิปัสสนากับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

วิปัสสนากับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

                 ส่วนใหญ่เรามักพากันคิดว่า  บุคลิกภาพและนิสัยของคน ๆ หนึ่ง นั้น เปลี่ยนแปลงได้ยาก  จนกระทั้งเผลอคิดไปว่า บุคลิกภาพและนิสัยที่ฝังลึกมานานนั้น เปลี่ยนแปลงไม่ได้  ดังสำนวนที่กล่าวว่า  “ไม้อ่อนดัดง่าย  ไม่แข็งดัดยาก”  และ  “สันดอนขุดได้  แต่สันดานเปลี่ยนไม่ได้”

                ความคิดหรือความเชื่อข้างต้น  หากนำมาพิจารณาให้ดีแล้ว ก็จะพบว่า ขัดกับหลักธรรมที่ว่า  ผลใด ๆ นั้น ย่อมเกิดจากเหตุ  เมื่อเหตุดับผลนั้นย่อมดับไปด้วย  ตามกฎแห่งเหตุปัจจัยและกฎแห่งความไม่เที่ยงที่กล่าวไว้ว่า  สิ่งทั้งมวลที่ประกอบด้วยเหตุปัจจัยล้วนเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา   ไม่คงที่ถาวร อันเป็นคำสอนส่วนหนึ่งของคำสอนแต่แรกเริ่มในพุทธศาสนา

                พระพุทธเจ้าตรัสว่า  “ถ้าเราอยากจะหลีกเลี่ยงผลพวงบางประการ  เราจำเป็นต้องเปลี่ยนปัจจัยที่ต้นเหตุ”  ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงสภาวะจิตใจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความคิดและการกระทำ  ด้วยเหตุนี้นิสัยใจคอหรือแม้แต่อารมณ์ของคนเรานั้นจึงหาได้ตายตัวไม่  ซึ่งการบริหารสมองและการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว  โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองพบว่า  ผู้ที่ทำสมาธิเป็นประจำนั้น สมองซีกซ้ายส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ด้านบวก  จะมีความตื่นตัวมากกว่า  การค้นพบเช่นนี้ เป็นการยืนยันว่า การฝึกจิตนั้น มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสมอง ที่ควบคุมพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์นั่นเอง  (จากหนังสือจักรวาลในหนึ่งอะตอม, บทที่ 7 : มุ่งสู่วิทยาการแห่งจิตสำนึก)

                เมื่อได้ยินคำว่า “วิปัสสนา”  บางคนบอกว่ามีคน  3  ประการที่ไปวิปัสสนา คือ คนที่อกหักในชีวิต  คนที่ล้มเหลว และคนที่ไม่มีใครดูแล  มีคนจำนวนมากที่ไม่รู้ว่าวิปัสสนาคืออะไร  บ้างก็มีอคติคิดว่าวิปัสสนาคือ การไปนั่งเฉย ๆ ไม่ทำอะไร ในชีวิตของผม ณ.ปัจจุบันนี้ก็เคยไปวิปัสสนาเพียงครั้งเดียว  บางคนทราบข่าวก็อนุโมทนาด้วย  แต่บางคนก็ตั้งคำถามว่า “มีปัญหาอะไรจึงไปนั่งวิปัสสนา”  ผมคิดว่าทุกคนล้วนมีปัญหา และปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ การไม่รู้ว่า ตัวเองมีปัญหาอะไรนั่นเอง

                วิปัสสนาแปรว่าเห็นแจ้ง เป็นการเดินทางแสวงหาความสว่างทางปัญญาขณะที่ดวงตาปิดสนิท โดยมีเป้าหมายที่จะนำผู้เดินทางไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น  ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติอันเก่าแก่ที่ถูกค้นพบโดยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อกว่า 2500  ปีมาแล้ว เป็นวิธีการสำคัญในการถึงความเป็นจริงโดยผ่านการเรียนรู้จากด้านในไม่ใช่การเรียนจากผู้อื่น  หรือการเรียนรู้จากการวิเคราะห์เหตุผล  แต่เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ โดยการสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นในตนเอง  ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมาก  ในสมัยพุทธกาลได้มีเรื่องฆาตรกรที่กลายเป็นพระอรหันต์ และเรื่องของทรราชที่กลายเป็นกษัตริย์ผู้ทรงธรรม  หลังจากได้ปฏิบัติวิปัสสนา

                วิปัสสนาจึงเป็นวิธีปฏิบัติหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ  เจ้าหน้าที่เรือนจำคนหนึ่งยืนยันว่า แต่เดิมเขาเป็นคนที่กราดเกรี้ยวมาก  หลังจากได้ทดลองปฏิบัติวิปัสสนาแล้วชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว  คำยืนอันหนักแน่นของเขาทำให้ผู้บังคับบัญชาการเรือนจำ  ซึ่งเป็นสุภาพสตรี ตัดสินใจจัดวิปัสสนาขึ้นในเรือนจำแห่งนั้น  โดยเริ่มต้นจากเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมนักโทษไปสู่นักโทษทั้งหมดทั่วเรือนจำ  ตามความสมัครใจ   ในที่สุดความหวังของผู้บังคับบัญชาการเรือนจำ ท่านนี้ที่จะทำให้เรือนจำเป็นที่พัฒนาคน  เพื่อช่วยให้นักโทษเป็นคนปกติและถ้าเป็นไปได้  ให้ดีกว่าคนปกติที่อยู่นอกเรือนจำด้วย ก็มีความเป็นไปได้หลังจากการวิปัสสนาผ่านไป เพียงไม่กี่ครั้ง  ความร่วมมือระหว่างนักโทษกับผู้คุม และความสัมพันธ์ระหว่างนักโทษกับความครัว ก็ดีขึ้น  ความเครียดแค้นของนักโทษที่ว่าหากออกจากคุกไปได้เมื่อไหร่ ก็จะไปแก้แค้น ความเกลียดชังและความคิดแต่จะแก้แค้นหมดไป  วิกฤตในชีวิตของเขาในฐานะนักโทษ จึงเป็นโอกาสในการพัฒนาชีวิตและจิตใจของเขาเพื่อเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าเดิม อย่างที่ไม่มีใครคาดถึงได้ทีเดียว (จากภาพยนตร์ สารคดี วิปัสสนาในเรือนจำ-อินเดีย)

                ทุกวันนี้ เราก็อาจกระทำความผิดเพียงแต่ว่าเราไม่ต้องถูกลงโทษให้ติดคุกเท่านั้น  แต่เราก็อาจอยู่ในคุกของอวิชชา หรือ กิเลส ก็ได้  วิปัสสนาก็คือ ศีล  สมาธิ และปัญญา ภาคปฏิบัตินั่นเอง  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตมาก  คนทุกชาติ ทุกภาษา และทุกศาสนา สามารถปฏิบัติได้  ดังนั้น หาเวลาไปวิปัสสนาบ้างก็จะดี นะครับ





 happiness is our friend..  
© 2014 All Rights Reserved
Powered by
www.thinkdd.com